วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560



วัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง


ถ้าจะไปวัดพระแก้ว เห็นจะต้องมาแวะสักการะ หลักเมือง กันเสียก่อน ไม่ใช่เพียงเพราะว่าอยู่ใกล้กันเท่านั้นแต่เป็นโอกาสที่จะได้ย้อนระลึกถึงกำเนิดเริ่มต้นของกรุงรัตนโกสินทร์กันเลยทีเดียว เพราะเมื่อตอนที่รัชกาลที่ 1 โปรดฯ ให้ย้ายเมืองข้ามมาจากทางฝั่งธนฯ ก่อนจะมีการสร้างพระราชวังและวัดพระแก้ว ก็มีพระราชพิธียกเสาหลักเมืองก่อนเป็นปฐม
ที่เป็นอย่างนี้ก็คงเป็นเชิงสัญลักษณ์ที่จะบำรุงขวัญพสกนิกรด้วยว่า คนไทยเราจะลงหลักปักฐานอยู่กันที่นี่ไม่หนีศัตรูไปไหนอีกแล้ว ตัวเสาหลักเมืองเองก็ยังเลือกทำจาก "ไม้ชัยพฤกษ์" ที่มีชื่อเป็นมงคล ส่วนที่หัวเสาก็บรรจุดวงเมืองเอาไว้ด้วย



ถ้าเข้าไปในศาลหลักเมืองก็อาจจะแปลกใจ ทำไมมีเสาหลักเมืองอยู่ 2 ต้น ????
ตอนแรกก็มีอยู่ต้นเดียวนี่แหละ แต่พอมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็โปรดฯ ให้ยกเสาหลักเมืองใหม่ ความที่พระองค์ทรงเชี่ยวชาญในวิชาโหราศาสตร์อยู่ด้วย คงจะทรงเห็นว่าดวงเมืองเดิมไม่เหมาะก็เลยทรงแก้เสียใหม่ แล้วก็เลยมีเสาหลักเมืองอยู่สองต้นอย่างที่เราเห็นกันอยู่
เรียกว่ารัชกาลที่ 4 นั้นไม่เพียงแต่จะทรงพระปรีชาในทางดาราศาสตร์ จนสามารถคำนวณการเกิดสุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำทำเอาฝรั่งทึ่งไปตาม ๆ กัน แม้วิชาทางโหราศาสตร์พระองค์ท่านก็มีพระปรีชาไม่ยิ่งหย่อนไปเลย
ส่วนหลักเมืองต้นสูงที่เห็นนั่นเป็นต้นที่ยกสมัยรัชกาลที่ 1 ต้นที่เตี้ยกว่าก็เป็นต้นน้องใหม่สมัยรัชกาลที่ 4



ด้านข้างอาคารศาลหลักเมืองยังมี ศาลเทพารักษ์ อยู่ด้วย ซึ่งประดิษฐานเทพารักษ์อยู่ 5 องค์ ได้แก่ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬชัยศรี เจ้าพ่อเจตคุปต์ และเจ้าพ่อหอกลอง
พระเสื้อเมือง นี่เรียกว่าเป็นฝ่ายบู๊ ระดับคุมกำลังคอยป้องกันอริราชศัตรู ส่วนพระทรงเมือง จัดเป็นพวกบุ๋น คือดูแลเรื่องการปกครอง ดูแลประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข
เล่าเป็นตัวอย่างไว้สักสององค์ ส่วนองค์อื่น ๆ องค์ไหนเป็นองค์ไหน แนะนำให้ไปอ่านกันต่อที่ป้ายหน้าศาลจะดีกว่า



ส่วนใครที่ต้องการจะสักการะหลักเมือง ทางองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกซึ่งเป็นผู้ดูแลศาลหลักเมืองแห่งนี้เขาก็จัดเอาไว้ให้เป็นชุด ราคาชุดละ 30 บาท



สถานที่บูชา จะจัดไว้ให้ต่างหากด้านนอก



ตรงข้างศาลหลักเมืองแต่ก่อนเป็นต้นสายรถรางที่วิ่งไปปากน้ำ ลองออกมาถนนด้านที่อยู่ระหว่างศาลหลักเมืองกับกระทรวงกลาโหมเราจะยังเห็นรางรถรางอยู่เลย



ส่วนตัวรถรางจะเป็นยังไง คงพอดูเป็นตัวอย่างจากรถนำเที่ยวของ กทม. ที่แล่นให้บริการเที่ยวชมสถานที่สำคัญในเกาะรัตนโกสินทร์ ที่ทำหน้าตาให้เหมือนกับรถรางสมัยก่อน



จากศาลหลักเมืองเดี๋ยวเราจะไปเที่ยววัดพระแก้วกันต่อ
จากหน้าศาลเราก็ข้ามถนนแล้วเดินเลียบกำแพงวังมา ด้านขวามือจะเป็นสนามหลวง ถนนด้านนี้เรียกกว่าถนนหน้าพระลาน เป็นเพราะเป็นถนนที่อยู่บริเวณลานหน้าพระราชวังนั่นเอง
ถนนสายนี้มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจว่า ในช่วงปลายรัชกาลที่ 1 พระองค์โปรดฯ จะให้มีพระใหญ่ไว้ในพระนคร เหมือนอย่างที่อยุธยามีพระใหญ่อยู่ที่วัดพนัญเชิง (ถ้าบอกว่าคือ พระซำเปากง คงร้องอ๋อกัน)
ก็เลยโปรดฯ ให้ชะลอองค์พระมาจากวัดมหาธาตุ ที่เมืองสุโขทัย พอมาขึ้นที่ท่าช้างแล้วก็ชักพระผ่านมาทางถนนสายนี้
และที่สำคัญคือ รัชกาลที่ 1 แม้ขณะนั้นจะทรงพระชราภาพอีกทั้งยังทรงพระประชวรอยู่ด้วย ก็ยังทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทเปล่านำการชักพระครั้งนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของพระองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง



ส่วนพระพุทธรูปองค์ที่ชะลอมานั้นก็คือ พระศรีศากยมุนี พระประธานในวิหารหลวงที่ วัดสุทัศน์ นี่เอง ที่สมัยรัชกาลที่ 1 เพียงแต่เชิญองค์พระมาตั้งไว้ ยังไม่ทันได้สร้างเป็นวัดดีก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน



การจะเข้าไปชมพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นเขตพระราชฐานทั้งยังเป็นสถานที่สำคัญยิ่งของชาติด้วย จึงมีข้อกำหนดเรื่องการแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ แต่ก็อาจทำให้หลายคนเกร็ง ๆ กันอยู่เวลาจะเข้าไปเที่ยวชมกัน ก็เลยขอให้ข้อมูลเรื่องการแต่งกายไว้หน่อยว่า
เสื้อ จะต้องเป็นเสื้อที่มีแขน ประเภทสายเดี่ยวหรือเสื้อแขนกุดนี่ไม่ได้เลย เนื้อผ้าก็อย่าให้บางเบาจนเกินไป
ส่วน กางเกง จะต้องเป็นกางเกงยาวคลุมตาตุ่ม จะเป็นกางเกงยีนส์ก็ได้ ที่ไม่ได้จะเป็นพวกกางเกงสามส่วน กางเกงกระโปรง หรือกางเกงเล ส่วนคุณผู้หญิงจะสวมกางเกงก็ได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะเป็นกระโปรงก็ต้องเป็นกระโปรงที่ไม่สั้นจนเกินไป
รองเท้า นี่ถ้าเป็นชาวต่างประเทศเขาต้องให้เป็นรองเท้าหุ้มส้นเท่านั้น แต่เท่าที่เห็นรองเท้าที่มีสายรัดส้นก็ใช้ได้แล้ว สำหรับคนไทยยังอนุโลมเรื่องรองเท้าแตะ แต่เขาวงเล็บไว้ว่า (สำหรับผู้ที่มาจากต่างจังหวัด)



แต่ถ้าเครื่องแต่งกายไม่ถูกต้องยังไง ทางสำนักพระราชวังเขาก็จัดเสื้อผ้าให้ยืมฟรี ตรงประตูวิเศษไชยศรี แต่ต้องวางเงินประกันชิ้นละ 100 บาทกับบัตรประชาชนเอาไว้ ซึ่งก็ยุ่งยากเสียเวลาเหมือนกันเพราะจะมีคนต่างชาติมาใช้บริการกันตลอด
ยังไงแต่งตัวให้เรียบร้อยมาเลยดีกว่า ยิ่งแต่งผ้าไทยมาถ่ายรูปที่นี่ สวยอย่าบอกใครเชียว



พอผ่านประตูพิมานไชยศรีที่เป็นประตูทางเข้าหลัก อยู่เยื้อง ๆ กับหัวมุมสนามหลวง เดินตรงเข้ามาจะมีห้องจำหน่ายบัตรเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติ  ค่าบัตรคนละ 400 บาท  (เริ่มตั้งแต่ 1 ส.ค. 54)



บัตรนี้สามารถเลือกใช้เข้าชมพระที่นั่งวิมานเมฆ หรือพระที่นั่งอนันตสมาคม หรือพระราชวังสนามจันทร์ที่นครปฐม ได้ด้วย แต่ไม่ต้องรีบบึ่งไปวันเดียวกันก็ได้ เพราะสามารถใช้ได้ภายใน 7 วัน



ส่วนคนไทยไม่ต้องเสียค่าเข้าชม
ตรงซุ้มตรวจบัตรเข้าชมจะมีช่องเฉพาะสำหรับคนไทยอยู่ทางซ้าย ส่วนใครที่เป็นคนไทยแต่หน้าตากระเดียดไปทางจีนหรือญี่ปุ่นสักหน่อย อาจจะต้องร้องเพลงชาติให้เจ้าหน้าที่ฟังก่อนสักรอบ ล้อเล่นน่ะ เพียงแต่ส่งยิ้มแล้วบอกว่าเป็นคนไทยก็เรียบร้อย




ถ้าใครพาเพื่อนต่างชาติไปแล้วบรรยายไม่ถูก  ไม่ต้องห่วงที่นี่มีตัวช่วย ให้ไปเช่าเครื่อง PAG หรือ Personal Audio Guide ที่สำนักพระราชวังเขาก็มีจัดไว้ให้ก็ได้  ค่าเช่า 200 บาทต่อ 2 ชั่วโมง  อยู่ถัดจากซุ้มขายบัตรมานิดเดียว
เจ้าเครื่องที่ว่าจะมาพร้อมแผนที่ที่มีเบอร์ของสถานที่สำคัญแต่ละที่ในวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง    พอไปอยู่ตรงไหนก็กดปุ่มตัวเลขบนเครื่องให้ตรงกัน ก็จะได้ฟังคำบรรยายนำชมสถานที่นั้นแล้ว  ง่าย ๆ แค่นี้เอง
ส่วนภาษาที่มีให้เลือกกันก็มี อังกฤษ  ฝรั่งเศส  เยอรมัน  ญี่ปุ่น  จีนกลาง  รัสเซีย  สเปน   และที่สำคัญ ภาษาไทยเราก็มีด้วย
หรือถ้าชอบให้มีคนพาเดินพาชม อาจจะใช้บริการไกด์เอกชนที่มารอให้บริการกันอยู่ตรงตรงหน้าประตูทางเข้า ใกล้ๆ กับที่มีเจ้าหน้าที่ยืนตรวจตราเครื่องแต่งกายก็ได้





ผ่านประตูเข้ามาปุ๊บ เราก็จะเจอท่านฤาษีนั่งยิ้มเผล่รอต้อนรับอยู่
ทำเป็นเล่นไป รูปฤาษีนี้คือหมอประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า หรือท่าน "ชีวก โกมารทัจน์" เชียว ท่านเป็นที่นับถือของผู้ที่ศึกษาทางด้านการแพทย์แผนโบราณ รวมทั้งผู้คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็มักจะมาขอพรจากท่านกัน
ส่วนตรงมุมล่างซ้ายของภาพ จะมีแท่งหินอยู่แท่งนึง บางคนอาจจะสงสัยว่าเป็นอะไร เห็นคนเอาดอกไม้ไปบูชาเสียด้วย ขอเฉลยว่าเป็นหินบดยานี่เอง ว่าแต่ยังหาครกที่จะใช้คู่กับหินบดยาไม่ยักเจอ



เดินเลี้ยวซ้ายมาหน่อย เราจะพบกับ ยักษ์ทวารบาล ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาภายในบริเวณวัด
ทั้งหมดมีอยู่ 6 คู่ด้วยกัน แต่คู่ที่อยู่ตรงนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะคือทศกัณฐ์ซึ่งเรารู้จักกันดีว่าเป็นตัวผู้ร้ายในเรื่องรามเกียรติ์ ส่วนตนข้าง ๆ คือสหัสเดชะซึ่งเป็นญาติกันกับทศกัณฐ์
ยักษ์ทั้งสองตนนี้รวมทั้งตนอื่น ๆ ด้วยที่มารับหน้าที่ทวารบาล ต่างก็เป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์เดชชั้นเซียนกันทั้งนั้น ส่วนจะมีชื่ออะไรก็บ้างก็สามารถดูได้จากป้ายชื่อที่ติดเอาไว้ให้เรียบร้อย
ส่วนรูปประกอบอาจจะดูแปลก ๆ หน่อย เพราะเห็นว่าคงได้ดูรูปหน้ายักษ์กันมาเยอะแล้ว เลยขอเปลี่ยนมุมมาชมด้านหลังกันบ้าง



เดินผ่านศาลารายมา เดี๋ยวเราจะเข้าไปที่พระอุโบสถซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือที่เรียกกันสามัญว่าพระแก้วมรกตกัน ส่วนใครที่ต้องการจะจุดธูปเทียนบูชาพระแก้วมรกต ทางวัดจัดสถานที่ตรงลานหน้าพระอุโบสถเอาไว้ให้



เข้ามาภายในพระอุโบสถแล้วเนี่ย เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป ก็เลยมีแต่ภาพที่ซูมจากด้านนอกเข้าไป คุณภาพภาพจะแย่สักหน่อย
เอาเป็นว่ามีแต่ความอิ่มอกอิ่มใจที่ได้กราบพระคู่บ้านคู่เมืองมาฝากกัน
คำว่า "รัตนโกสินทร์"  รัตนะนั้นแปลว่าแก้ว  ส่วน โกสินทร์ คือพระอินทร์  สองคำนี้มารวมกันก็หมายความถึงพระแก้วมรกต เพราะมีตำนานเล่าว่าพระแก้วมรกตนั้นสร้างขึ้นจากรัตนะของพระอินทร์
เพราะงั้น ถ้าถอดเครื่องประดับรุงรังของคำว่า "กรุงรัตนโกสินทร์" เราก็จะได้เจอตัวจริงที่ชื่อ "เมืองพระแก้ว" นั่นเอง
กราบพระเสร็จ สายตาเริ่มซอกแซก ถ้าคุณได้มาดูเองคงต้องยอมรับว่า ภายในพระอุโบสถเต็มไปด้วยงานศิลป์อันวิจิตรทั้งนั้น ก็แหมเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง ก็ต้องระดมช่างฝีมืออย่าเอกอุในแผ่นดินมาฝากฝีมือเอาไว้ เห็นแล้วก็อดภาคภูมิใจในมรดกที่บรรพบุรุษได้ฝากเอาไว้ให้ เป็นสมบัติชาติที่อวดใคร ๆ ไปได้ทั่วโลกเลยทีเดียว



ก่อนออกจากพระอุโบสถ อยากชี้ชวนให้ชมพระพุทธรูปที่พิเศษสักหน่อย
ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นด้านหน้าสุดจะมีพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องกษัตริย์สององค์อยู่ซ้ายขวา องค์ทางซ้ายมือของเราคือ "พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก" ส่วนองค์ทางขวาคือ "พระพุทธเลิศหล้านภาลัย" เป็นพระพุทธรูปที่รัชกาลที่ 3 โปรดฯ ให้สร้างขึ้น
ฟังชื่อคุ้น ๆ ใช่มั้ย เพราะเหมือนกับพระนามของรัชกาลที่ 1 และที่ 2
เรื่องก็มีว่าในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้นชาวบ้านมักจะเรียกสมัยรัชกาลที่ 1 ว่า "แผ่นดินต้น" และเรียกสมัยรัชกาลที่ 2 ว่า "แผ่นดินกลาง" รัชกาลที่ 3 ทรงเห็นว่าหากให้เรียกแผ่นดินพระองค์ว่า ไแผ่นดินปลาย" ก็จะเป็นอัปมงคล ก็เลยโปรดฯ ให้สร้างพระพุทธรูปขึ้น 2 องค์ ถวายพระนามพระพุทธรูปทั้งสององค์นี้ แล้วก็โปรดให้เรียกชื่อรัชกาลที่ 1 และ 2 ตามพระนามพระพุทธรูปนี้ ซึ่งก็คือ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระพุทธเลิศหล้านภาลัย นั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ทั้งพระนามของทั้งสองรัชกาลนี้ จึงมีคำว่า "พระพุทธ" อยู่ด้วย
บางคนอาจแปลกใจว่าทำไมต้องสร้างเป็นพระพุทธรูป ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะไทยเราไม่มีธรรมเนียมสร้างพระบรมรูปกันในสมัยนั้น แต่พอหลัง ๆ มาเมื่อเราเริ่มรับธรรมเนียมอย่างฝรั่งเข้ามา ก็เริ่มมีการสร้างพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ในแต่ละรัชกาลขึ้นมา



กราบลาพระแก้วมรกตกันแล้ว ก่อนก้าวออกมาน่าจะได้หันไปชื่นชมกับบานประตูพระอุโบสถ เป็นบานประตูประดับมุกซึ่งยกย่องกันว่าเป็นงานศิลปะที่งามมาก สร้างโดยช่างในสมัยรัชกาลที่ 1  ดูเองแล้วกันว่างานละเอียดวิจิตรขนาดไหน
แต่จะว่าไปแล้วช่างในยุคต้นรัตนโกสินทร์ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่ก็คือ ช่างอยุธยา นี่เอง



เมื่อลงจากตัวพระอุโบสถมาตรงเชิงบันไดจะมีอ่างน้ำมนต์ตั้งอยู่ เรามักนิยมเอาดอกบัวไปจุ่มน้ำมนต์มาประพรมเป็นสิริมงคล เพราะน้ำมนต์นี้เป็นน้ำที่ได้จากการสรงพระแก้วมรกตให้แต่ละครั้งที่มีการเปลี่ยนเครื่องทรงประจำฤดู



มาเดินเที่ยวรอบ ๆ พระอุโบสถกันต่อ
ไทยเรารับเอาคติมาจากขอมนับตั้งแต่สมัยอยุธยามาแล้วว่า พระมหากษัตริย์นั้นทรงเป็นพระนารายณ์อวตารลงมา เพราะงั้นก็จะมีการออกพระนามพระมหากษัตริย์ว่า สมเด็จพระรามาธิบดี เพราะ พระราม เป็นอวตารหนึ่งของพระนารายณ์ที่เป็นมนุษย์
ส่วนพระนารายณ์นั้นจะทรงครุฑเป็นพาหนะ มีตำนานเล่าว่าพระนารายณ์กับครุฑเคยรบกัน ต่างฝ่ายต่างไม่เพลี่ยงพล้ำ เรียกว่าเก่งพอ ๆ กัน สุดท้ายก็เลยต้องตกลงทำสนธิสัญญาสงบศึกกัน โดยตกลงกันว่า ถ้าพระนารายณ์จะไปไหนครุฑจะยอมเป็นพาหนะให้ แต่ถ้าพระนารายณ์ประทับที่ไหนครุฑจะขออยู่สูงกว่า เพระงั้นจึงไม่แปลกที่มีธงครุฑติดบนรถยนต์พระที่นั่ง และถ้าพระมหากษัตริย์ประทับที่ใดก็จะมีการชักธงครุฑขึ้นไว้
ด้วยเหตุนี้เราจึงมักพบรูปนารายณ์ทรงครุฑ หรือรูปครุฑในงานศิลปะต่าง ๆ ของไทยเราที่เกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์เสมอ รวมทั้งที่หน้าบันของพระอุโบสถวัดพระแก้วนี้ด้วย



ส่วน ทำไมครุฑถึงต้องยุดหรือจับนาค นั้น
ตามตำนานก็ว่าครุฑนั้นกินนาคเป็นอาหาร โดยครุฑนั้นมีกำลังมากสามารถใช้ปีกโบกจนน้ำในมหาสมุทรแตกเป็นวงแล้วโฉบลงไปจับนาคกินได้ นาคก็กลัวถูกจับไปกินก็เลยกินก้อนหินถ่วงไว้ที่ท้อง คงกะจะให้ครุฑบินไม่ขึ้น ครุฑก็เลยต้องจับนาคห้อยหัวให้คายก้อนหินออกมาเสียก่อน
นั่นก็เป็นเรื่องในตำนาน ถ้าเป็นอีกแนวหนึ่งก็ว่า มีชนกลุ่มหนึ่งนับถือนาคหรืองู แต่ต่อมาได้ถูกชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งนับถือเทพอื่นรวมถึงครุฑด้วยนั้นสามารถมีชัยยึดครองดินแดนของพวกที่นับถือนาคได้ พวกที่ชนะก็เลยทำรูปครุฑที่ตนนับถือนั้นจับนาคไว้เสมือนเป็นสัญลักษณ์แสดงความเหนือกว่าเอาไว้ เรียกว่าข่มกันเห็น ๆ



จากพระอุโบสถเราจะไปชมบนฐานไพที หรือฐานที่ยกสูงที่อยู่ข้างพระอุโบสถกัน บนนั้นมีของที่น่าดูน่าชมเยอะไปหมด
เดิมเมื่อแรกสร้างวัดนั้นบนฐานไพทีนี้ จะมีเพียงพระมณฑปกับสุวรรณเจดีย์เท่านั้น ซึ่ง พระมณฑป ที่เห็นในรูปนั้นใช้เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก ซึ่งรัชกาลที่ 1 ได้โปรดฯ ให้มีการชำระขึ้นใหม่




ส่วน สุวรรณเจดีย์ เป็นเจดีย์เพิ่มมุม 12 มีรูปลิงและยักษ์แบก
เจดีย์นี้รัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระชนกชนนี ซึ่งเป็นตามธรรมเนียมการสร้างวัดที่จะสร้างเจดีย์คู่ไว้หน้าวัด เป็นการอุทิศแก่บิดามารดาของผู้สร้าง ที่ฐานเจดีย์เป็นรูปยักษ์กับกระบี่ (ลิง) แบกเจดีย์
ตัวไหนเป็นยักษ์ ตัวไหนเป็นลิง สังเกตได้อย่างหนึ่งง่าย ๆ คือ ลิงไม่ใส่รองเท้าจ้า



"สู้โว้ย"  แบกมา 200 กว่าปีแล้ว ถึงจะเหนื่อยแต่ยังสู้อยู่



ส่วนเจดีย์องค์นี้สร้างเพิ่มเติมขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เรียกว่า พระศรีรัตนเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังซึ่งถ่ายแบบมาจากเจดีย์ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ที่กรุงเก่ามาสร้าง ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ว่ากันว่าเจดีย์ทรงระฆังอย่างนี้เป็นรูปแบบที่รัชกาลที่ 4 ทรงโปรด เพราะงั้นเจดีย์ตามวัดที่รัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้สร้างก็มักจะเป็นเจดีย์ทรงนี้ทั้งนั้น อย่างที่วัดบวรนิเวศฯ นั่นก็ใช่ด้วยเหมือนกัน ถ้าใครได้ไปก็ลองสังเกตดู



สมัยรัชกาลที่ 4 ยังได้โปรดฯ ให้สร้าง ปราสาทพระเทพบิดร ขึ้นด้วย เดิมเรียกว่า พุทธปรางค์ปราสาท สังเกตุว่าส่วนยอดจะเป็นปรางค์



แรกทีเดียวมีพระราชประสงค์จะย้ายพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ที่นี่ เนื่องจากทรงเห็นว่าพระมณฑปซึ่งประดิษฐานพระไตรปิฎก หรือถือว่าเป็นพระธรรมนั้นสูงกว่าพระแก้วมรกตที่ถือว่าเป็นพระพุทธที่อยู่ในพระอุโบสถ
จึงโปรดฯ ให้สร้างปราสาทหลังนี้ขึ้นสูงเท่ากับพระมณฑปคือสูง 1 เส้น แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วเห็นว่าสถานที่คับแคบไม่เหมาะแก่การพระราชพิธีจึงไม่ได้ย้ายพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่นี่
ต่อมารัชกาลที่ 6 ได้โปรดให้ตั้งพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ในรัชกาลก่อน ๆ ไว้ ปัจจุบันประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ 1-8 และเปิดให้ประชาชนเข้าไปถวายบังคมได้ในวันจักรี สำหรับตัวปราสาทเป็นทรงจตุรมุขคือมีมุขออกมาสี่ด้าน ตรงกลางเป็นยอดปรางค์ซึ่งนับเป็นปราสาทยอดปรางค์เพียงองค์เดียว



ตามคติของขอมที่ไทยเรารับเอามา ถือว่าเขาพระสุเมรุนั้นถือเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งจะรายรอบไปด้วยป่าหิมพานต์
ราสาทพระเทพบิดรที่มียอดเป็นปรางค์ ก็ถูกเปรียบเสมือนเป็นตัวเขาพระสุเมรุ ดังนั้นบริเวณลานด้านหน้าปราสาทพระเทพบิดร ก็เลยมีรูปกินนร กินนรี และสัตว์หิมพานต์อื่น ๆ มาประดับโดยรอบ



ตราประจำรัชกาลและช้างเผือก สำหรับรัชกาลที่ 1 เป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎ รัชกาลที่ 2 เป็นรูปครุฑยุดนาค ส่วนตราสำหรับรัชกาลอื่น ๆ ฝากให้คุณไปชมกันต่อ



ใครอยากไปชมนครวัตสักครั้งในชีวิต แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปสักที ลองมาชมที่ มินินครวัต หรือ นครวัตจำลอง ที่รัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้ไปถ่ายแบบมาจากนครวัด เนื่องจากทรงเห็นว่าเป็นของแปลกมหัศจรรย์ แล้วในขณะนั้นกัมพูชายังเป็นประเทศราชของไทยอยู่



พระพุทธรูปหิน มีอยู่ 4 องค์ตั้งอยู่แต่ละมุมของพระมณฑปเรียกว่า พระธยานิพุทธศิลา องค์พระเป็นสีดำ เนื้อผิวเป็นรูพรุณ เนื่องจากทำจากหินภูเขาไฟ เป็นศิลปะศรีวิชัยสกุลช่างชวาภาคกลางหรือที่เรียกว่า บุโรพุทโธ (ฟังชื่อแล้วคงคุ้นกันดี) ได้มาในคราวที่รัชกาลที่ 5 เสด็จเยือนชวา โดยในระหว่างที่เสด็จเยือนนั้นได้ทรงสนพระทัยเกี่ยวกับโบราณวัตถุต่าง ๆ รัฐบาลฮอลันดาซึ่งปกครองชวาอยู่ในขณะนั้นจึงได้น้อมเกล้าฯ ถวายพระพุทธรูปนี้มา
แต่องค์ที่เห็นอยู่ปัจจุบันเป็นของจำลองที่หล่อขึ้นใหม่ ส่วนองค์จริงนั้นเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วยังมีพระพุทธรูปแบบเดียวกันนี้อีกองค์หนึ่งซึ่งได้มาในครั้งเดียวกัน ประดิษฐานอยู่ข้างพระอุโบสถวัดบวรนิเวศด้วย





ถัดจากบนฐานไพฑีลงไปเราจะเห็นหอพระนากอยู่ด้านซ้ายมือ ตรงกลางคือพระวิหารยอด และขวามือคือหอพระมณเฑียรธรรม
ส่วน หอพระนาก ใช้เป็นที่เก็บพระอัฐิของพระราชวงศ์



พระวิหารยอด ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระนาก ซึ่งคงจะย้ายมาจากหอพระนากอีกที  แต่จะเป็นด้วยเหตุใดก็ไม่มีหลักฐานบอกไว้
ตัวพระวิหารทำด้วยกระเบื้องเคลือบซึ่งเป็นศิลปะที่เป็นพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ถ้าเห็นงานแบบนี้ที่ไหนก็บอกได้เลยว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3  (อย่างหอไตรที่วัดโพธิ์นี่ก็ใช่  หรือแม้แต่พระปรางค์วัดอรุณถ้าไปดูใกล้ๆ ก็จะเห็นกระเบื้องเคลือบเต็มไปหมด)



หอพระมณเฑียรธรรม สร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อแรกสร้างวัดพระแก้ว ด้วยฝีมือช่างวังหน้าซึ่งมาช่วยสร้างวัด ใช้สำหรับเก็บพระคัมภีร์ที่เหลือจากที่จะเก็บไว้ได้ในพระมณฑป ส่วนปัจจุบันจะนิมนต์พระมาแสดงพระธรรมเทศนากันที่นี่ทุกวันพระ แทนที่จะเป็นในพระอุโบสถที่ค่อนข้างพลุกพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยว
ถ้าได้ไปยืนเล็ง ๆ ดู จะรู้สึกได้เลยว่าลวดลายของ ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบัน คันทวย ที่ประดับอยู่ที่หอพระมณเฑียรธรรม นี่ดูทั้งงดงามอ่อนหวานแต่ก็แฝงความเข้มแข็งเด็ดขาดไว้ในที ที่ว่ากันว่าเป็นเอกลักษณ์ของงานช่างวังหน้าเลยทีเดียว  น่ามาชมมาก
ที่จริงแต่ก่อนยังมีของดีอีกอย่างคือ บานประตู ที่เป็นบานมุกฝีมือเลิศมาก เป็นของเก่าสร้างมาแต่สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศฯ สำหรับไว้ที่วัดบรมพุทธารามที่อยุธยา แต่ปัจจุบันถูกถอดไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแล้ว



มาถึงวัดพระแก้วแล้ว ถ้าไม่ได้มาเดินดูจิตรกรรมฝาผนังด้วยแล้ว ต้องถือว่ายังมาไม่ถึงวัดพระแก้ว แล้วถ้าอยากจะดูภาพตอนแรกจากทั้งหมด 178 ตอน ก็ต้องมาเริ่มดูตรงหลังพระวิหารยอดนี่เอง



ยกตอนสนุก ๆ มาให้ดูสักตอน
ภาพนี้เป็นตอนหนึ่งในเรื่องรามเกียรติ์ คือตอนท้าวมาลีวราชว่าความ ด้วยความที่ทศกัณฐ์ส่งญาติพี่น้องออกไปรบทีไรก็พากันแพ้ ถูกทหารพระรามฆ่าตายหมด ก็เลยกะจะอาศัยท้าวมาลีวราชซึ่งเป็นพระพรหมแล้วก็เป็นพระญาติกันกับแกมาช่วยตัดสินให้ยกนางสีดาให้แก
ประมาณว่ากะจะให้ซูเอี๋ยเพราะเห็นว่าเป็นญาติกัน แต่ท้าวมาลีวราชเป็นเทพที่เที่ยงธรรมไม่เห็นแก่ความเป็นญาติพี่น้อง ตัดสินอย่างตรงไปตรงมาให้ทศกัณฐ์ต้องคืนนางสีดาให้พระราม
ที่ว่าสนุก  ก็เพราะเป็นภาพที่จะได้เห็นว่าทศกัณฑ์นี่แกก็เอาเรื่องเลยทีเดียว พระราม สีดา ต้องลงมานั่งเฝ้าท้าวมาลีวราช ส่วนตัวทศกัณฐ์กลับนั่งกร่างอยู่บนราชรถ
เรื่องรามเกียรติ์ที่จริงมีที่มาเริ่มต้นกันตั้งแต่บนสวรรค์ ที่อสูรตนหนึ่งชื่อ "นนทุก" ที่มีหน้าที่ล้างเท้าให้เทวดาที่มาเข้าเฝ้าพระอิศวร แกก็เกิดไปฟ้องพระอิศวรว่าแกเจ็บช้ำน้ำใจเหลือเกินที่ถูกพวกเทวดาที่มาเข้าเฝ้า หยอกแกล้งลูบหัวลูบหูจนแกถึงกับหัวล้านไปหมด
พระอิศวรก็เป็นเทพใจป้ำ ประมาณว่าพี่นี้มีแต่ให้ ใครขออะไรให้แหลก ท่านก็เลยประทานนิ้วเพชรไปให้ นิ้วอะไรก็ไม่รู้ ชี้ใครเป็นตายหมด
พอ อสูรนนทุก ได้ไปก็เลยสนุกสนานใหญ่ เที่ยวไล่ชี้เทวดาบนสวรรค์ตายกันระเนระนาด ร้อนถึงพระนารายณ์ต้องมาปราบ ด้วยการแปลงกายเป็นนางอัปสรมาหลอกให้ อสูรนนทุก ฟ้อนรำตามจนเผลอชี้นิ้วเข้าตัวเองเข้าให้ แต่ก่อนจะสิ้นใจตาย ก็เห็นนางอัปสรก็คืนร่างเป็นพระนารายณ์มีสี่แขนสี่มือ เจ้าอสูรนนทุกก็เลยรู้ว่าเป็นพระนารายณ์แปลงมา
แต่ก็ยังไม่วายปรามาสว่าพระนารายณ์มีตั้งสี่แขนสี่มือ ใครมันจะไปสู้ได้ พระนารายณ์ก็เลยบอกสบายมากน้อง ยอมให้มีนัดล้างตา แถมต่อให้ อสูรนนทุก แกมียี่สิบแขนยี่สิบมือ เดี๋ยวจะเป็นแค่มนุษย์มีแต่สองมือนี่แหละไปปราบให้ดูเป็นขวัญตา แล้วก็เลยเป็นเรื่องรามเกียรติ์ยาวเหยียดว่าด้วยการอวตารของพระนารายณ์มาปราบยักษ์ทศกัณฐ์



การที่เลือกเรื่องรามเกียรติ์มาวาดเป็นจิตรกรรมฝาผนังในวัดพระแก้ว ซึ่งเป็นวัดในพระบรมมหาราชวังนี่ก็มีที่มาที่ไปเหมือนกัน
เพราะจากความเชื่อของเราที่ว่าพระมหากษัตริย์นั้น ทรงเป็นพระนารายณ์อวตารลงมาปราบทุกข์เข็ญอย่างเดียวกับพระรามในเรื่องรามเกียรติ์ เพราะงั้นภาพเล่าเรื่องรามเกียรติ์ จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องของใครอื่น แต่เป็นเรื่องราวพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์นั่นเอง



ระหว่างเดินดูภาพจิตรกรรม ตามซุ้มประตูทางเข้าออกที่เดินผ่าน จะวาดภาพยักษ์และสัตว์หิมพานต์พร้อมระบุชื่อเอาไว้ด้วย ฉะนั้นใครสนใจว่าเจ้าสัตว์หิมพานต์ที่อยู่บนฐานไพทีที่เพิ่งไปชมมามีชื่อเสียงเรียงนามอะไรกันบ้างก็มาเดินดูเฉลยได้



ถ้าเราเดินชมภาพรามเกียรติ์ตอนแรกไล่มาเรื่อย ๆ สักหน่อยเราจะเห็นพระปรางค์ตั้งอยู่ พระปรางค์นี้มีอยู่ทั้งสิ้น 8 องค์ บางองค์อยู่ภายในระเบียงคด แต่บางองค์ก็อยู่ด้านนอกต้องเดินออกประตูไปชม
พระปรางค์เหล่านี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยโปรดฯ ให้สร้างขึ้นอุทิศถวายแด่ปูชนียบุคคลและวัตถุในพุทธศาสนา ถ้าไล่ตามลำดับจากด้านทิศเหนือไปใต้ หรือเริ่มจากด้านที่ใกล้กับสนามหลวงลงไป ก็คือ
1. พระสัมมาสัมพุทธมหาเจดีย์ อุทิศถวายแด่พระพุทธองค์
2. พระสัมธัมปริยัติวรามหาเจดีย์ อุทิศถวายแด่พระธรรม
3. พระอริยสงคสาวกมหาเจดีย์ อุทิศถวายแด่พระสงฆ์
4. พระอริยสาวิกภิกสุนีสังคมมหาเจดีย์ อุทิศถวายแด่พระภิกษุณี
5. พระปัจเจกโพธิสัมพุทธมหาเจดีย์ อุทิศถวายแด่พระปัจเจกโพธิ คือบรรดาพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้วแต่ไม่มีอุปนิสัยที่จะสั่งสอนผู้อื่น
6. บรมจักรวรรดิราชามหาเจดีย์ อุทิศถวายพระมหาจักรพรรดิ์
7. พระโพธิสัตวกฤาฎามหาเจดีย์ อุทิศถวายแด่บรรดาพระโพธิสัตว์
8. พระศรีอริยเมตตะมหาเจดีย์ อุทิศถวายแด่พระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรย ผู้จะลงมาตรัสรู้ในอนาคต



เมื่อเดินต่อมาเราจะพบ หอพระคันธารราฐ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางคันธารราฐหรือที่เรียกว่าปางขอฝน เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ขวายกเสมอพระอุระเป็นกิริยากวักเรียกเม็ดฝน พระหัตถ์ซ้ายวางอยู่บนพระเพลา (ตัก) แบหงายรับน้ำฝน พระพุทธรูปนี้จะนำออกมาในพระราชพิธีแรกนาขวัญและพิธีพิรุณศาสตร์
เหตุที่เรียกปางนี้ว่าคันธารราฐ ก็เพราะเป็นปางที่สร้างขึ้นในเมืองคันธาระ ราว พ.ศ. 600 ซึ่งที่นี่นับเป็นที่แรกที่มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะชาวกรีกที่มาในกองทัพพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ได้มายึดเมืองนี้เอาไว้ แล้วต่อมาได้หันมานับถือพุทธศาสนา ก็เลยคิดทำพระพุทธรูปขึ้นมาเหมือนกับที่ตัวเคยมีเทวรูปของบรรดาเทพเจ้ากรีกไว้บูชา

วิธีทำหมูกรอบ อร่อยแบบบ้านๆ ง่ายๆ ไม่ต้องตากแดด ไม่ต้องอบ


1. เริ่มต้นด้วยการซื้อหมูสามชั้นก่อนเลย จะเอาปริมาณเท่าไร กี่กิโล ก็แล้วแต่จะทดลองกันเลยนะคะ
ได้หมูสามชั้นมาก็หั่นในขนาดที่ต้องการได้เลย


2. เอาใส่จานแล้วก็นำไปหมัก ขย้ำกับน้ำสมสายชู และเกลือ โดยเทน้ำส้มสายชูลงไปบนหมูสามชั้น เสร็จแล้วก็โรยเกลือลงไป ไม่ต้องมากนะคะ เดี๋ยวมันจะเค็มเข้าเนื้อเกินไป เสร็จแล้วก็ขยำ ๆ ให้น้ำส้มสายชู กับเกลือเข้าเนื้อหมูสามชั้น เมื่อขยำพอให้เกลือละลายเสร็จแล้วก็หมักทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมงนะคะ

3. ต้มน้ำให้เดือด เสร็จแล้วก็เอาหมูสามชั้นที่หมักเรียบร้อยแล้ว ลงในหม้อต้มได้เลยคะ


4. ต้มหมูสามชั้นให้เปื่อยเลยนะ น้องชายเราทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง วิธีทดสอบว่าหนังหมูสามชั้นเปื่อยหรือยังก็ลองใช้ส้อมจิ้ม ๆ ดูได้ ถ้าเข้าหนังเข้าเนื้อแบบไม่ต้องออกแรงมาก ก็นั่นแหละ แสดงว่า เปื่อยได้ที่แล้วจ้า

5. เมื่อครบประมาณ 1 ชั่วโมงแล้ว เอาขึ้นใส่จาน แล้วก็เตรียมส้อม 2 อัน มาใช้จิ้ม ๆ ให้ทั่วชิ้นเนื้อหมูสามชั้นได้เลยนะ โดยเน้นบริเวณหนังนะคะ มันจะได้ออก เมื่อทิ่ม ๆ  ๆจิ้ม ๆ  ๆ แล้ว หนังจะออกมาหน้าตาประมาณนี้อ่ะคะ


6. เมื่อได้หมูสามชั้นที่ผ่านการจิ้ม ๆ ๆ  ๆทิ่ม ๆ ๆ แล้ว ก็เอามาหมักอีกรอบ แต่รอบนี้ไม่ต้องใช้เวลานานเท่าไรนะคะ โดยการหมักครั้งนี้ก็ใช้น้ำส้มสายชูกับเกลือเหมือนเช่นเคย การหมักครั้งนี้ใช้วิธีการนำเนื้อหมูสามชั้นที่เอามาคลุกเคล้ากับน้ำส้มสายชูกับเกลือมาเค้น ๆ บีบๆ ให้มันออก ให้น้ำส้มสายชูกับเกลือเข้าเนื้อได้นะคะ

7. มาถึงขั้นตอนการทอดแล้วนะคะ ต้องเตรียมกระทะใส่เนื้อมันเยอะ ๆ ให้พอท่วมชิ้นเนื้อหมูสามชั้น ตั้งให้ร้อน แล้วใช้ไฟปานกลางนะคะ เน้นย้ำเลยนะ ว่าใช้ไฟปานกลาง ไม่ต้องรีบร้อน ใจเย็นๆ ตอนนำหมูสามชั้นลงกระทะ น้ำมันจะกระเด็นนะ ให้ระวังเลย และก็เตรียมฝาหม้อเอาไว้ใช้คุม กันน้ำมันกระเด็นได้เลยจ้า ค่อยๆ พลิกชิ้นเนื้อกลับไปมาเรื่องๆ จนเหลืองกรอบได้ในแบบที่เราต้องการ ก็เป็นอันเสร็จพิธีจ้า



เมื่อเสร็จแล้ว เราก็จะได้หมูกรอบตามภาพที่เห็นนะคะ ใครจะเอาไปทำเมนูเด็ดอย่างอื่น เช่น หมูกรอบผัดพริก ผักกระเพราหมูกรอบ ก็นำไปปรุงได้ตามต้องการเลย 

ส่วนครั้งนี้ น้องชายเราทำน้ำจิ้มซีฟู้ด มาจิ้มกับหมูกรอบร้อนๆ กรอบนอก นุ่มใน เราชิมครั้งแรกยังรู้สึกว่าอร่อยเลย ต้องบอกต่อคะ

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

วิธีทำซูชิด้วยข้าวไทย อร่อยทำง่าย สไตล์ญี่ปุ่น

                   กระแสความนิยมในความเป็นญี่ปุ่นกำลังมาแรงในประเทศไทย โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่น ที่เน้นในเรื่องความสดของวัตถุดิบ ปลาทะเล ผักสดๆ ความลงตัวของรสชาติและสีสัน การจัดแต่งที่สวยงาม พิถีพิถัน โดยหนึ่งในอาหารญี่ปุ่นยอดนิยมขวัญใจคนไทย คงจะหนีไม่พ้น "ซูชิ" เป็นอย่างแน่นอน โดยซูชินั้นเป็นอาหารที่มีข้าวเป็นส่วนประกอบ แต่ข้าวญี่ปุ่นนั้นมีลักษณะเฉพาะที่ต่างจากข้าวไทยคือ คือเม็ดจะลักษณะกลมๆ มียางมากกว่า ให้ความรู้สึกเหนียวฟันเล็กน้อย ถ้านำข้าวไทยแบบปกติ มาทำซูชินั้นอาจจะให้รสชาติออกมาได้ไม่เหมาะเท่าไหร่ แต่ในวันนี้ HappyNowTV ได้นำสูตรการดัดแปลงข้าวของไทย มาปรับให้เหมาะกับอาหารญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้เป็นอาหารที่ทำได้ง่าย ดีต่อสุขภาพ จากปลาทะเล ที่ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายกว่าโปรตีนชนิดอื่น มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ผักสดและสาหร่าย ช่วยในระบบขับถ่าย  ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ที่ให้ผิวพรรณสดใส ร่างกายแข็งแรง นอกจากนี้ ยังเป็นอาหารที่ให้เด็กๆ มาช่วยกันทำ มาช่วยกันห่อได้ เป็นอีกหนังกิจกรรมที่ช่วยสร้างสีสันและความสุข ให้ในบ้านเต็มไปด้วยเสียหัวเราะในวันที่อยู่กันพร้อมหน้าอีกทางหนึ่ง
 

วิธีและส่วนผสมของข้าว ที่มา สูตรที่ 1 ใช้ข้าวไทย

 
ข้าวสาร 4 ถ้วยแบ่งเป็น ข้าวไทย 3 ถ้วย ข้าวเหนียว 1 ถ้วย
น้ำส้มสายชู 6 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 2 ช้อนชา

การหุงข้าวซูชิ

1. ใช้หม้อไฟฟ้าโดยลดปริมาณน้ำลงเล็กน้อยแล้วหุงตามปกติ 
 
2.เมื่อหุงเสร็จเมื่อหุงข้าวใหม่ ตักใส่ชามใหญ่ เอามาตั้งหน้าพัดลมอ่อน หรือใช้มือพัด 
พรมน้ำส้ม โรยน้ำตาล เกลือ ทีละน้อย จนข้าวเป็นเม็ดใส ตั้งไว้ซักครู่รอให้ข้าวรัดตัว 
อุ่นๆประมาณผิวคน
 

ส่วนผสมทำซูชิ

สาหร่ายแผ่น 1 แผ่น
เนื้อปลาแซลมอนหรือปลาทูนาสด (สามารถเปลี่ยนเป็นปูอัด เต้าหู้ หรือไข่หวานได้)
อโวคาโด 1/4 ลูก 
แตงกวา 1/4 ถ้วย
แครอท 1/4 ถ้วย
น้ำอุ่น 1 ชามเล็ก 
 

วิธีทำ 

1. หั่น อโวคาโด,เนื้อปลาแซลมอน,แตงกวา,แครอท 

2. วางสาหร่ายแผ่นลงบนเสื่อไม้ไผ่สำหรับม้วน (Makisu) 

3. ใช้มือจุ่มน้ำอุ่นจับข้าวเกลี่ยให้กระจายบนแผ่นสาหร่าย แล้วว่าส่วนผสมที่เตรียมเอาไว้ โดยมีครึ่งหนึ่งของตามยาวของแผ่นสาหร่าย

4. ม้วน

5. ห่อด้วยกระดาษอีกชั้นเพื่อให้หยิบทานได้สะดวก


วิธีทำมะม่วงดอกกุหลาบ เปลี่ยนมะม่วงสุกธรรมดาให้สวยเริด

มะม่วงดอกกุหลาบ เปลี่ยนมะม่วงสุกธรรมดาให้สวยเริ่ด

          เทศกาลมะม่วงสุกมาแล้ว ! คนเก๋ ๆ ชิค ๆ อย่างเราจะมัวมานั่งกินข้าวเหนียวมะม่วงแบบเดิมอยู่ทำไม ? มามะ มาทำข้าวเหนียวมะม่วงดอกกุหลาบสุดแนวแบบนี้ดีกว่า เพิ่มคุณค่าให้ขนมไทยที่เคย ๆ ไว้เรียกเสียงฮือฮาต่อสายตาคนทั้งโลก

          โดยปกติแล้วเวลาเราจะกินมะม่วงสุกทั่ว ๆ ไปก็คงจะตัดเป็นชิ้น ๆ ใส่จานกินคู่กับข้าวเหนียวมูนราดกะทิมัน ๆ ลงไปสักหน่อย แค่นี้ก็คิดว่าอร่อยแล้ว แต่จะดีกว่าไหมคะ ถ้าเรามาสร้างสรรค์การจัดเสิร์ฟข้าวเหนียวมูนธรรมดาแบบเดิม ๆ ให้ดึงดูดและสะดุดตาทุกคนที่ได้เห็น แถมยังน่ากินมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าด้วย ด้วยวิธีการทำมะม่วงดอกกุหลาบ ที่นอกจากจะไว้เสิร์ฟเป็นข้าวเหนียวมะม่วงสุดเริดแล้ว ยังสามารถทำไว้เป็นไอเดียตกแต่งจานอาหารริมจานได้อีกด้วย

มะม่วงดอกกุหลาบ เปลี่ยนมะม่วงสุกธรรมดาให้สวยเริ่ด

          วันนี้กระปุกดอทคอม ก็มีวิธีสร้างสรรค์เนื้อมะม่วงสุกให้กลายมาเป็นดอกกุหลาบสีเหลืองสด ด้วยเทคนิคดี ๆ จาก คุณมณีรินค่ะ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่จับเนื้อมะม่วงสุกเป็นชิ้น ๆ มาประกอบเข้าเป็นดอกกุหลาบแสนสวยอย่างบรรจง สวยงามจนไม่กล้าจะกินเลยทีเดียว ถ้าพร้อมจะมาสนุกกันแล้ว ก็ตามมาดูวิธีทำมะม่วงสุกดอกกุหลาบดอกนี้กันเลยค่ะ
                
วิธีทำ ข้าวเหนียวมะม่วงดอกกุหลาบ

มะม่วงดอกกุหลาบ เปลี่ยนมะม่วงสุกธรรมดาให้สวยเริ่ด

               มะม่วงสุกที่นำมาใช้ควรเลือกมะม่วงที่ไม่สุกงอมจนเกินไป (มะม่วงที่ใช้ในรูปคือ มะม่วงงามเมืองย่า สามารถเก็บในตู้เย็นไว้ได้หลายวัน โดยไม่ดำ)

               ปอกเปลือกมะม่วงให้ลึกลงไปถึงเนื้อ อย่าให้เหลือเปลือกติดอยู่ที่ผิวมะม่วง เพราะจะทำให้มะม่วงดำ

               สไลซ์เนื้อมะม่วงเป็นชิ้นบาง ๆ 

               การวางเรียงกลีบดอกไม้ ควรเริ่มจากการใช้มะม่วงชิ้นที่เล็กที่สุดก่อนคือ ส่วนหัวและส่วนปลายของมะม่วง เพื่อใช้แทนเป็นกลีบดอกไม้กลีบเล็กสุด แล้วเรียงตามลำดับชิ้นใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนครบ

               หลายคนสงสัยว่าทำไมเนื้อมะม่วงที่นำมาทำกลีบแรก ๆ ทรงตัวอยู่ได้อย่างไรโดยไม่คลายตัว หรือดีดออก นั่นเป็นเพราะว่าเนื้อมะม่วง จะมีความฉ่ำน้ำอยู่ในตัว จะเป็นเหมือนเนื้อกาว เมื่อพับเนื้อเข้าหากันก็จะช่วยให้ติดกัน

มะม่วงดอกกุหลาบ เปลี่ยนมะม่วงสุกธรรมดาให้สวยเริ่ด

               ควรจัดวางกลีบมะม่วงในภาชนะที่ต้องการเสิร์ฟเลย เพราะถ้าจัดเสร็จแล้วมีการเคลื่อนย้าย อาจจะทำให้เสียรูปทรงได้

          

ข้าวเหนียวมูน ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมไทยรับหน้าร้อนหวานมัน


ข้าวเหนียวมูน ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมไทยรับหน้าร้อน

          ย่างเข้าหน้าร้อนแบบนี้ เมนูขนมไทยสุดฮิตที่มาพร้อมความฮอตของอากาศก็ต้องยกให้ข้าวเหนียวมะม่วงเขาล่ะ เมนูขนมที่คนไทยรัก คนต่างชาติหลง แต่ก็รู้ ๆ ว่า ถ้าซื้อข้าวเหนียวมูนกับมะม่วงสุกมากินเอง ราคาแพงนะคะ ทำเองดีไหม ? ฟิน !

          เพราะเสน่ห์ของข้าวเหนียวมูนหวานหอมที่กินคู่กับผลไม้ตามฤดูกาลต่าง ๆ ก็อร่อยไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน หรือจะคู่กับขนมหวาน ๆ อย่างข้าวเหนียวหน้าต่าง ๆ เช่น หน้ากุ้ง สังขยา หน้าปลาก็อร่อยทุกจานจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ชาวต่างชาติต่างยกให้เป็นขนมหวานที่อร่อยที่สุดติดอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว วันนี้กระปุกดอทคอมจึงนำเสนอ วิธีทำข้าวเหนียวมูนมาให้ได้ลองทำดูนะคะ

ส่วนผสม ข้าวเหนียวมูน

          • ข้าวเหนียวขาว 500 กรัม
          • สารส้มโขลกละเอียด 1 ช้อนชา
          • น้ำสำหรับแช่ข้าวเหนียว    
          • ใบเตยฉีกแล้วมัดประมาณ 10 ใบ
          • หัวกะทิคั้นสด 350 มิลลิลิตร
          • น้ำตาลทราย 200 กรัม
          • เกลือป่น 2 ช้อนชา

ส่วนผสม ข้าวเหนียวมะม่วง
 
          • มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
          • ข้าวเหนียวมูน
          • กะทิ (สำหรับราด)
          • ถั่วเขียวซีกคั่ว

วิธีทำข้าวเหนียวมูน

          • 1. ซาวข้าวเหนียวจนสะอาด ใส่สารส้มลงไป เติมน้ำเปล่าลงไปจนท่วมข้าวเหนียว จากนั้นคนผสมจนเข้ากัน แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมง

          • 2. ล้างข้าวเหนียวที่แช่กับสารส้มไว้จนสะอาด สะเด็ดน้ำแล้วพักไว้สักครู่

          • 3. เทข้าวเหนียวลงในหวดนึ่งข้าว ใส่ใบเตยลงไป นำหวดไปวางลงในน้ำเดือด นึ่งนานประมาณ 20 นาที จนข้าวเหนียวสุก

          • 4. ผสมหัวกะทิกับน้ำตาลทราย และเกลือป่นในอ่างผสมคนจะเข้ากัน เทข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วลงไป คนผสมจนเข้ากัน พักทิ้งไว้ 30 นาที จนข้าวเหนียวระอุ พร้อมเสิร์ฟคู่กับมะม่วงน้ำดอกไม้สุก

วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เกาะช้าง เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดตราด และใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศรองจากเกาะภูเก็ตเพียงนิดเดียว

ด้วยระยะทางที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก  เกาะช้าง จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงที่หลายคนนึกถึงอยู่เสมอ เพราะบนเกาะช้างพรั่งพร้อมด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งหาดทรายขาว น้ำทะเลใสสะอาด ที่กิน ที่พัก สมบูรณ์แบบ  
ไปแล้วสามารถเลือกพักได้หลายระดับราคาตั้งแต่ที่พักราคาหลักร้อย ไปจนถึงโรงแรมหรูระดับห้าดาว หรือจะเป็นโฮมสเตย์น่ารักๆ ก็มีให้พักด้วยเช่นกัน โดยเกาะช้างแบ่งโซนการท่องเที่ยวออกเป็น 2 ฝั่ง คือ เกาะช้างฝั่งตะวันตก และเกาะช้างฝั่งตะวันออก
รูปเกาะช้าง ตราด (10)
หาดทรายขาว แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังบนเกาะช้าง
เกาะช้างฝั่งตะวันตก เป็นโซนท่องเที่ยวที่คึกคักมากที่สุด มีชายฝั่งที่มีชายหาดให้เล่นน้ำเกือบเหนือจรดใต้ มีชายหาดขึ้นชื่อ คือ หาดทรายขาว หาดคลองพร้าว และหาดไก่แบ้ อีกทั้งยังมีกิจกรรมสนุกๆ มากมาย อาทิ ดำน้ำดูปะการังที่เกาะช้าง หรือเปลี่ยนบรรยากาศนั่งเรือออกไปตกหมึกตอนกลางคืนก็ก็น่าสนุกมากๆ